29 ธันวาคม 2551

ขอบคุณสำหรับ ของขวัญปีใหม่ กับไข่สองฟอง


ของขวัญวันปีใหม่ อันแสนเศร้า

"วี วิส ยัว อะ เมอรี่ คริส มาส ๆ แอน อะ แฮป ปี้ นิว เยียร์" อืม ร้องไม่ออกครับ เพลงแบบนี้ มันไม่ แฮปด้วยหรอก มีที่ไหน ก่อนปีใหม่ได้ของขวัญจากใจ พี่ซานต้า เป็นไข่ สามฟอง ฟองแรก เจอแมนยูดีหน่อย เพราะแบ่งให้เขากินด้วย
มาฟองที่สอง ช้ำใจ ต้องกินคนเดียว เพราะ ตูนอามี่ มันไม่ยอมเอาไปกินด้วย มาไข่ฟองที่สาม สุดชอกช้ำ เพราะเป็นไข่ที่ ได้รับของขวัญมาจาก ทีมบ๊วยท้ายตารางอย่าง เวสบอมวิส แอลเบี้ยน

การพ่ายแพ้นัดนี้ มันช่างมีอะไรให้คิดในหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็่นระบอบบทัก เฮ้ยย ระบบรามอส มันจะกลับมาอีกหรือป่าว จ่าแฮรี่เริ่มสับสนรึป่าว การทำทีมแพ้นัดสองนัดหรือยิงคู่ต่อสู้ไม่ได้ มันก็น่าจะไปปรับให้ตรงจุด ไม่ใช่มา สวอปปปป เอากลางเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้
เลนน่อลไปซ้ายบ้าง เบนลี่มาขวาบ้าง เบนลี่มาขวา เลนน่อนมาซ้ายบ้าง ทำยังไงก็ได้ให้โมดริชได้ยืนหน้าต่ำ เลยต้องทำให้เจ้าเบนท์ ยืนโดดเดี่ยวแบบเซ็งๆๆ กะอีกแค่ ยืนสองคนยังแย่ นี่ต้องมายืนคนเดียว หนำซ้ำคืนนี้ช่างเหงาเหลือเกิน ไอ้ฟู โดนไล่ออก แล้วมันต้องเอากลางลงไปรับ
แน่เลย แล้วตรูจะอยู่กับใครรรรร เบนท์มันบ่นอยู่คนเดียว

ส่วนท่านโจ้ นัดนี้หายหัวไปไหนก็ไม่ทราบ นี่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนตัวเอาโจ้ออกนี่ผมไม่รู้เลยนะว่า โจ้พี่เข้าก็ลงนัดนี้ด้วย มันละมามุกเดิมทุกที ส่วนที่เป็นขี้ปากมากที่สุดวันนี้คงหนีไม่พ้น เบนลี่ หลังจาก รายงานสดจบลง บอร์ดของสเปอร์สไทยแลนด์ถึงกับแตก กระทู้บานเบอะ ไม่รู้เก็บกดกันมาจากไหน
ตั้งกระทู้กันให้บาานนนน แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นสิ่งเสียหาย เป็นปรากฎการณ์อันน่าชื่นใจ ที่เห็นแฟนไก่รักทีม จนมีผลกระทบต่อความรู้สึกมาขนาดนี้ นัดนี้ว่าไปถึง การจัดตัวลงเล่นของจ่า ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ฟอร์มที่ไม่คงเส้นคงวา ของนักเตะสเปอร์สแล้วนี่ช่างน่าใจหาย
ว่าต่อไป จะทำยังไง ไหนจะเกม ยูฟ่าคัพ ไหนจะเกมคาริงคัพ ในรอบรอง ไหนจะต้องมาลุ้นหนีตกชั้นแบบเต็มตัวซะที (ภูมิใจชะมัด)

จุดเปลียนของเกมนัดนี้ อันดับแรกไม่ใช่การจัดตัวอะไรของจ่าแกหรอก แต่เป็น การที่ไอ้ฟู (ได้ฉายาใหม่มาหมาดๆๆ) ไปโชว์สเตฟเมพพ ขิงๆๆ (เทพจริงๆ) นึกว่าตัวเองเป็นซีดาน กลับชาติมาเกิด เห็นกรรมการยืนอยู่ทนโท่ต่อหน้าต่อตา กะว่างานนี้กูได้เกิดแน่นอน กระโดดเหยียบบอลจะพลิกเหมือนในทีวี
ที่นักเตะดังๆชอบทำกัน แต่ไหนว่าไม่เป็นใจเป็นการที่ผู้ตัดสินมองอยู่ตรงนั้นว่าเป็น ยู นั่นละ ที่ยัน เกือกมาใส่ชาวบ้านเขาแบบน่าเกรียด เอาไปเลยไป ใบแดงไปหยุดความเมพของแกได้แล้ว

เหอๆๆๆ พี่เปาทำแบบนี้มันจะดีหรอ เห็นใจผมบ้างสิ ทีมผมกำลังลุ้นอยู่นะ มาให้ใบแดงแบบนี้ แฟนไก่ไม่พอใจนะ มันเป็นจุดเปลี่ยนนะ (พูดยังไง มันก็ไม่ฟัง เพราะมันไม่ได้ยิน) กรรมการแจกใบแดง ผมนั้งดู ทั้งโคสก ที่ภาคอยู่ยังร้องเสียงหลง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นถึงกับใบแดง เพราะดูจากเจตนาแล้ว มันไม่ให้ยังได้
เจ้าฟู มันต้องกลับ ไปมัดหัวมาใหม่ซะแล้วละ เพราะรู้สึกว่าตั้งแต่เอ็งฟูมาเนี่ย ดวงทีมจะไม่ค่อยเวิรคเท่าไหร่นะ หุหุ อันนี้แซวเล่น จริงๆแล้วเอก็อตโต้มันเล่นได้ดีเอามากๆๆ ชมไม่ขาดคำมันก็โดนไล่ซะแล้ว เป็นใบที่สองแล้วมั้งถ้าจำไม่ผิดในปีนี้ของเจ้าตัว

รางวัลอันแสนหวานของผมคือ ทีมชาติไทยได้ประตูนำก่อน โหยเล่นเอากองเชียร์เหงียน เงียบทั้งสนาม ธีรสินยิงเข้าผมคิดอยู่ว่ามันได้ประตูป่าววะ ทำไมไม่มีคนดีใจ เหอๆๆ ดีใจก็บ้าละ คนไทยมีไม่ถึง 5 % ในสนามเลย ผมเห็นอยู่ กระจุกเดียว สิบ ยี่สิบคนเท่านั้น สงสัยจะเป็นชาวไทยที่ทำงานที่นั่นหรือไม่ก็ กลุ่มที่ใจรักบินไปเชียร์ถึงขอบสนาม
วันนี้แพ้ไป ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากนักเพราะบอกตามตรงว่าบอลไทย ต้องเจอประสปการณ์แบบนี้บ้างครับ จริงๆ น่าจะชินแล้วนะเจอแบบนี้

อ่าวกลับมาว่ากันต่อเรื่องสเปอร์สดีกว่า หลังจากจบเกม จ่าแฮรี่ ถึงกับออกมาโวย ผู้ตัดสินว่า "ตัดสินยังงี้ได้ไหง อ่า" (พูดให้เสียงหล่อๆนะ) "เห็นๆอยู่ว่า ดอสั้น ของผม -*- หมายถึงไอ้ไมเคิลอะ ดอสั้นอะ มันถูกผลัก ก่อนที่จะถูกแย่งโหม่งไปอ่า เห็นไหมตาอะมีไหม ไอ้เปาบุ้นจิ้นนนนน แหม ทำไปได้" ที่บ้านเขาเรียกว่าแพ้แล้วพารครับจ่า
ผมว่าจ่าเอาเวลาโวย มาจัดระบบทีมให้ดีกว่านี้ดีไหม การจัดระบบ กลาง 5 ตัวเนี่ยมันไม่เวิคเท่าไหร่หรอก เพราะกองหน้าของจ่าแต่ละคนนี่ ช่างเป็นกองหน้าที่ไว้ใจได้ดีเหลือเกิน เก็บบอลก็ได้ดี ยิงก็คม หาจังหวะเองได้ดี ทั้งนั้นนนนน (ประชด อีกละ) ผมว่าบางทีอะนะ นักเตะดาวรุ่งเก่งๆๆ ก็ใหโอกาสมันขึ้นมาบ้าง ก่อนที่จ่าจะเสียพวกเขาไปหมดซะก่อน
ขนาดผมเล่น FM ผมเองยังต้องรั้งเด็กไว้เลยนะ จ่า อิอิ เคยเล่นป่าวๆๆๆ FM อะ วิทยุเมืองไทย

ปีนี้ไม่มีอีกแล้วละ สำหรับเกมที่ต้องมาลุ้น ดังนั้นของขวัญปีใหม่ปีนี้ของผมก็คือ ได้ไข่มาสามฟอง ผมไม่อยากได้แล้วอะจ่า ไข่ อยากกิน วาซาบิ จิ้มกับ ซูชิ บ้าง (มันคืออะไรหว่า) เออนั่นละ ยังไงก็อยากให้จ่าให้รางวัลผมและคนอื่นๆๆ เขามีความสุขในวันบอกซิ่งเดย์นี้หน่อยเหอะ เสกคาถาอะไรมาก็ได้ ให้สมชื่อ ฮูดินี่ พ่อมดในตำนานหน่อยจ่า ผมเองไม่ขออะไรมาก
ปีหน้าขอเด็ดๆๆ ซักตัว (หมายถึงกองหน้านะ) ขอแค่นี้พอ เอาแบบช่วยเหลือตัวเองได้หน่อยนะ ไม่ต้องพึ่งคนอื่นให้มันมาก ประมาณว่า กองกลางมันไม่ต้องทำไรอะ ส่งให้แม่มมมม วิ่งใช้ความสามารถเฉพาะตัวไปยิงเองได้ เอาแบบนั้นเลยมีไหม ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ขอให้ทำไงก็ได้เกมรุกเราให้มันเนี่ยนตาหน่อยนะ

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงงงงง สำหรับของขวัญปีนี้......

11 ธันวาคม 2551

ดีใจด้วยนะ รามอส..


ข่าวที่ได้ยิน เมื่อสองวันก่อน (9 ธค 08) ว่าฮวนเด้ รามอส ได้รับแต่งตั้งเป็นนายใหญ่แห่งใหม่แห่ง ซานดิเอโก้ เบอนาบิว ทำให้ผมรู้สึก ชื่นใจและดีใจกับ น้าฮวน ฮวนเด้ รามอสมาก เนื่องจากว่าคนที่มีความสามารถอย่าง รามอสนั้น ผมแน่ใจว่า
ต้องมีทีมที่ให้ข้อเสนอ เพื่อให้กุนซือ นิ่งเงียบ เฉียบแหลม รายนี้ไปคุมทีมอย่างแน่นอน และในที่สุด ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เรอัล มาร์ดริด เป็นทีมที่มอง ณ ตอนนี้เป็นทีมที่นักเตะทุกคนไฝ่ฝัน ที่จะเล่นบอลที่นั่น ไม่แค่นักเตะรวมไปถึงผู้จัดการทีมด้วย ใครที่ได้คุมทีมเรอัล มาร์ดริด ก็ต้องมีเกรียติในการคุมทีมที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีมนึง แต่ถ้าเรามองในอีกแง่มุมนึงนั้น
ไม่ว่าจะเป็นนักเตะ หรือแม้แต่ผู้จัดการทีมนั้น จะต้องรับภาระแรงกดดันอย่างยิ่งยวดแน่นอน รีลมาร์ดริดเป็นทีมยักใหญ่ สิ่งที่บอร์ดบริหารต้องการ คือแชมป์ลาลีก้า และแชมป์ยุโรป ถึงแม้บางที กุนซือสามารถพาทีมคว้าแชมป์ไปครองได้แต่ก็ใช่
ว่าจะสามารถ นั่งบนเก้าอี้แห่งนี้ได้ตลอดไป ยกตัวอย่างได้ชัดเจนนั่นก็คือ ฟาบิโอ คาเปโร่

กลับมามองที่ฮวนเด้ รามอสนั้น เป็นสิ่งที่ท้าท้ายสำหรับกุนซือชาวเสปนขนานแท้อย่างเขา และเป็นสิ่งที่ลงตัวอย่างมากในการคุมทีม มารดริด เนื่องจาก เรื่องปัญหาที่ต้องทำให้เขากระเด็นตกจากเก้าอี้กุนซือไวท์ฮาร์ทเลน นั้นก็เป็นเรื่องการสื่อสาร
แต่การที่เขาได้คุมทีม ดังอย่างมาริดนั้น ปัญหานี้ตัดทิ้งไปแน่นอน นักเตะดังๆ ในทีมรีลมาร์ดริดเกือบทั้งทีมใช้ภาษาเสปนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น คาซิยาส มิเคน ซากาโด้ เซจิโอ รามอส ราอูล กอนซาเรส กูตี รูเบน เดอดาเรด มิเกล ตอเรส ฮาวีกาเซีย อัลเบอร์โต บูลโน
และนักเตะต่างชาติอย่าง เปเป้ กาโก้ ซาบิโอร่า มาเซโร่ ไฮเซ่ ฮิวกัวอิน ต่างก็เข้าใจภาษาเสปนดีทั้งนั้น

และปัญหาเรื่องของการ ซื้อขายตัวนักเตะนั้น รีลอัลมาร์ดริด เป็นทีมที่อยากได้ใครแล้วนั้นมันเป็นเรื่องแสนง่าย นักเตะดังๆหลายคน มักจะมีข่าวกับรีลมาตลอด ดังแค่ไหน ก็อยากเล่นให้มาร์ดริดซักครั้งในชีวิต ผู้จัดการทีมก็เช่นเดียวกัน ถ้าได้คุมรีล มาร์ดริด โอกาสสร้างชื่อเสียงมันง่าย
สำหรับ รามอสเป็นสิ่งที่เขาต้องพิสูจน์ ตัวของเขาจริงๆแล้วละว่า การที่เขาพาทีมสเปอร์สตกต่ำขนาดไม่แพ้ใครเลยนั้น เป็นเพราะปัญหาที่เขามีอยู่หรือปล่าว ถ้าเกิดผลงานใน เบอร์นาบิวออกมาไม่ดี คงไม่มีอะไรที่จะทำให้ รามอสแก้ตัวได้อีกต่อไป แต่ถ้ารามอสทำผลงานได้อย่างต่อเนื่อง
จะทำให้เครดิต รามอสกลับมา แน่นอน ความลงตัว และความเหมาะสมครั้งนี้ ไม่มีใคร ขัดแย้ง เมื่อได้ทราบว่ารามอสคุม รีลอัล มาร์ดริด

ผลกระทบกับทีมดังๆ หรือว่านักเตะดังๆ หลายคนอาจจะมีบ้างยกตัวอย่างหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนโน่ โรนัลโด้ บางทีภายใต้การคุมทีมของ รามอส อาจไม่ต้องการนักเตะรายนี้อีกต่อไปเพราะรามอส เป็นสไตปั้นนักเตะที่มีอยู่ให้ดัง (ทำไมอยู่สเปอร์สซื้อนักเตะเป็นว่าเล่น) ดังนั้นเรื่องคุณภาพผู้เล่น
ในทีมไม่ต้องห่วงแน่นอน ขึ้นอยู่ที่ว่าเขาจะสามารถเค้นพลังที่แฝงอยู่ ออกมาได้หรือปล่าว นักเตะอีกคนที่น่าจับตามองที่ รามอส อยากได้มากเมื่อครั้งสมัยอยู่กับสเปอร์สก็คือ อาชาวิน
ถึงกับน้อยใจ เมื่อบอร์ดบริหารของสเปอร์ส ไม่สามารถซื้อตัวนักเตะได้ก่อนตลาดปิด คราวนี้คงจะสมใจอยากรามอส เป็นได้ แต่มีสิ่งนึงที่ทำให้แฟนไก่ หวาดๆกลัวๆ ก็คงเป็นเรื่องที่เจ้าตัว จะมาหอบเอานักเตะสเปอร์สไปอยู่ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นรายของโซโกร่า นั่นเอง

การคุมทีมเรอัลมาร์ดริด เป็นสิ่งที่ไม่ยากสำหรับรามอส การคุมทีมอย่างเป็นทางการของเขาต้องออกไปเจอ บาเซโลน่า เป็นงานใหญ่ หนักอึ้งที่จะต้องเรียกศรัทธามาให้ได้ ถึงแม้ว่าการคุมทีมนัดแรกจริงๆนั้นเป็นการพาทีมเอาชนะ เซนิต ที่มีอาชาวินอยู่ไปถึง 3-0 ได้ก็ตามในศึกแชมเปียนลีก
แต่การเจอกับทีมคู่อริตลอดกาล อย่างบาซ่าเป็นสิ่งที่รามอส ต้องพิสูจน์ตัวเอง มองไปเหมือนเป็นกำแพงหนา ที่ถ้าเขาสามารถข้ามมันไปได้ รับรองรามอส อนาคตสดใสในรังเบอร์นาบิวแน่นอน

จากนี้ไปก็คงต้องขอขอบคุณรามอส ที่นำสิ่งดีๆ มาให้สเปอร์สไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม ความดีใจ และชัยชนะต่างๆ ความรู้สึกทั้งดีใจเสียใจ ตื่นเต้น ที่นายทำให้มีมากมาย เราจะจดจำสิ่งดีๆ ที่เคยให้ไว้กับแฟนๆๆ บอลสเปอร์ส และขอให้นายโชคดีประสบความสำเร็จกับ ราชันต่อไป โชคดี รามอส....

10 ธันวาคม 2551

Long Life The King !


แฟนบอลหลายคน อาจสงสัยเหมือนกับผมว่า ทำไม เลดลี่คิง ถึงได้มาเป็นกับตันทีม ของสเปอร์สในยุคปัจจุบันนี้ ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายของเขา ถูกอาการบาดเจ็บรุมเร้า มาตลอด เวลา แต่เชื่อไหมครับว่า ในทีมปัจจุบันชุดนี้ มีแค่เลดลี่คิง คนเดียวเท่านั้นที่เป็นเด็กในเล้าของไก่ขนาดแท้อีกทั้งภาวะความเป็นผู้นำของเขา ไม่ว่าจะเป็นในสนาม และนอกสนามเพื่อนๆ ต่างให้ความเคารพ คิง รวมไปถึงผู้จัดการทีม ปัจจุบัน อย่างแฮรี่ เรดแนปป์ ที่ออกมายอมรับว่า คิงส์ คือผู้ที่มีสปิริต
แรงกล้า ต้องการลงเล่นให้กับทีมทั้งๆ ที่อาการบาดเจ็บของเขานั้น ร้ายแรงเหลือเกิน แฟนบอล หลายคนต่างวิภากวิจารย์เกมส์ และวิจารย์คน ในแต่ละมุมมองต่างกันไป แตว่ามีนักเตะคนนึงที่เวลาลงยืนในสนามแล้ว ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงเขาในแง่เสียหาย นั่นก็คือ ราชาแห่ง เดอะเลนคนนี้คือ เลดลี่คิง

เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเลดลี่ คิงจะมีอาการบาดเจ็บรุมเร้ามาตลอด แต่ว่าเขาก็ยังเป็นที่ไว้วางใจของผู้จัดการทีมให้เป็นกับตันทีม ทั้งๆที่มองอีกแง่มุมนึง คนที่น่าจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ ควรจะเป็น รอบบี้ คีน ที่เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของสเปอร์สเช่นเดียวกัน แต่คีน นั้นก็เป็นแค่รองกัปตัน เมื่อใดที่ คิงกลับคืนสนาม เขาจะได้สวมปอกแขนกับตันทันที ใครจะรู้ว่าเวลาที่ คิงส์ ลงเล่นให้กับเราแต่ละนัด เขานั้นต้องกัดฟันหรือขอร้องผู้จัดการทีม
เพื่อที่จะได้รับโอกาสในการช่วยเหลือต้นสังกัด ถึงแม้ว่าต้องประคบน้ำแข็งตลอดเวลาก่อนลงสนาม คิงก็ทำ นี่คือสิ่งที่น่าชื่นชมและเห็นใจเป็นอย่างมาก

คิง เกิดเมื่อวันที่ 12 เดือนตุลาคม ปี 1980 เติบโตที่ลอนดอน และเขาเองก็ออกมาตั้งเป้าว่าเขานั้นต้องการเล่นให้กับสเปอร์สจนถึงปี 2010 อาชีพ ค้าแข้งของ เลดลี่คิงนั้น ช่างไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย คิงส์ เริ่มต้น อาชีพการค้าแข้งของเขา ด้วยการเป็น นักเตะในอาเคดามี่ ของสเปอร์สในปี 1997 ตอนนั้นอายุเขาเพียง 16 ปีเท่านั้น
และปีถัดไปจากนั้นเขาก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะของทีมได้ การปรากฎตัวครั้งแรกของคิง ที่ทำให้คนรู้จักเจ้าหนูคนนี้ ก็เมื่อปี 1999 ที่แอนฟิล รังของหงส์แดง ลิเวอร์พูลในเกมที่สเปอร์สแพ้ 2-3 ตอนนั้นเป็นยุคของผู้จัดการทีมของ เดอะจอต "จอต เกรแฮม" ซึ่ง เกรแฮมนั้น นิยมที่จะให้ เลดลี่คิง เล่นในตำแหน่ง กองกลางมาตลอด
และเขาก็สามารถสร้างชื่อเขาได้อีก เมื่อเกมเอาชนะ ลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 ในปี 2000 เดือนพฤจิกายน และเขาก็สามารถทำประตูแรกให้กับตัวเขาในชุดสเปอร์สได้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 2000 ในเกมส์ที่เสมอ แบรดฟอร์ด ซิตี้ 3-3 ประตูนั้นก็เป็นที่จดจำได้เป็นอย่างดี เมื่อ คิงยิงได้ในเวลาอันสั้น แค่ 10 วินาที และเป็นสถิติ ที่ไม่สามารถมีใครทำลายได้จนถึงทุกวันนี้ อืมไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคับ

แต่ว่า ช่วงนั้น จอต เกรแฮม ถูกปลดออกจากตำแหน่ง คิงก็ถูกย้ายให้มาเล่นในตำแหน่ง กองหลังภายใต้การคุมทีมของ ผุ้จัดการทีมคนใหม่ มีนามว่า "เกรน ฮอตเดิล" ซึ่งช่วงเวลานั้นก็เป็นช่วงประจวบเหมาะที่ "โซล แคมเบลล์" ได้ยายไปอยู่กับคู่อริอันดับหนึ่งอย่าง อาเซน่อล แบบชอกแฟนบอลทั่วกัน นั่นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ คิงได้ก้าวมาเล่นตำแหน่งนี้เต็มตัวเป็นครั้งแรกให้กับสเปอร์ส
เป็นโอกาสของคิงส์ ที่ได้ก้าวมาเป็นเซ็นเตอร์แบค ที่ดีที่สุดของทีม เขาเล่นตำแหน่งนี้ในยุคของเกรนฮอดเดิล และประสปความสำเร็จอย่างมาก ในช่วงปี 2001-2002 ในเกมส์นึงที่เขารักษาคลีนชีตได้ เมื่อพบกับ แอสตันวิลล่า เป็นการเล่นที่ฟอร์มดีและสร้างชื่อกับ คิงส์ อย่างมาก เป็นเกมส์ที่ สเปอร์สเจอกับ "เอฟเวอร์ตัน" คิงได้รับหน้าที่ ประกบ "ดันแคน เฟอร์กูสัน" ได้อยู่หมัด ในการลงเล่นเป็นตัวสำรอง สำหรับเจ้าหนู คิงส์
หลังจากนั้น จบฤดูกาล คิงก็ได้ถูกเรียกตัวให้ติดทีมชาติ อังกฤษและเป็นที่คาดหมาย ในวงการอังกฤษว่าเขาคือนักเตะกองหลังดาวรุ่งที่ดีที่สุดของอังกฤษ และจบฤดูกาลสเปอร์สได้อันดับที่ 9 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดในรอบ 6 ปี ณ ตอนนั้น

แต่แล้ว เกรน ฮอดเดิล ก็โดนปลดตามระเบียบ ในปี 2003 ผู้ที่เข้ามารับหน้าที่แทนชั่วคราวตอนนั้นเป็น "เดวิด พีท" พีทได้ย้ายคิงมาเล่นเป็น กองกลางอีกครั้ง และคิงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาเล่นในตำแหน่งนี้ได้อย่างดี ความสามารถของเขาเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมากในปี 2004 ในการเล่นตำแหน่งนี้ หลังจากที่ไม่สามารถทำประตูได้ตอนเป็นกองหลัง พอได้มาเล่นกลาง เขาก็สามารถทำประตูได้ ในเกม FA CUP เจอกับ แมนซิตี้
และหลังจากนั้น ก็ทำประตูได้อีก เมื่อเจอกับ ชาร์ตัน แอตเธอแลนติก ในสัปดาห์ถัดไป ก่อนที่เขาจะถูก สเวน โกรัน อีริกสัน เรียกตัวให้ติดทีมสิงโตคำราม ลุยศึกยูโร 2004

แต่ในซัมเมอร์ปี 2004 นั้นสเปอร์สได้ปรับปรุงทีมอย่างมากมาย เมื่อ ผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง "ชาร์ก ชองตินี่" สลัดคราบกุนซือ ทีมชาติฝรั่งเศษ มาคุมทีมไก่เดือยทอง นั้นได้ซื้อ ทั้ง "ไมเคิล คาริก เปโตร เมนเดส รวมไปถึง ชอน เดวิส" เข้ามาร่วมทีมด้วย และก็ทำให้เลดลี่ คิงส์ ต้องย้ายไปเล่นตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบคอีกรอบ ช่วงนั้นชองตินี่ ได้ซื้อ กองหลังชื่อ "นอเรดดีน เนเบท" ได้เข้ามาเล่นกองหลังคู่กับ คิง และทีมก็ยังได้เซ็น
สัญญาคว้าตัว "พอล โรบินสัน" ประตูทีมชาติ มาด้วยอีกคน ช่วงนั้นทำให้สเปอร์สเสียประตูไปแค่ 41 ประตู ในพรีเมียร์ลีก เป็นการเสียประตูที่น้อยที่สุดตอนนั้น นับตั้งแต่ปี 1970-71 คิงส์ เล่นครบ 90 นาที ทั้งหมด 38 เกมส์ ในลีกคัพอีก 9 ใน 10 เกมส์ของบอลถ้วย มีเกมส์เดียวที่เขาพลาดคือ เกมที่เอาชนะ ฟอเรส ไปได้ 3-0 สเปอร์สได้คลีนชีต ไป 13 เกมส์ ในพรีเมียร์ลีก และคิงส์ ก็ยังได้รับ แมนออฟเดอะ แมตในเกมส์ที่เสมอ เชลซี ไป 0-0 และเชลซีก็ได้แชมป์ในปีนั้น
คิงส์ สามารถทำประตูได้ทั้งหมด 3 ประตู ในเกมส์เจอ อาเซน่อล แอสตันวิลล่า และ FA Cup ไบรตัน อัลเบียน ในปี 2005 และในปี 2005 "เจมี เรดแนปป์" ได้ย้ายไปอยู่กับ เซาแธมตัน ทำให้ คิงส์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกับตันทีมคนใหม่ในยุคของ "มาร์ติน โยว"

ดังนั้น ยุคมาร์ติน โยว์ จึงเป็นจุดเริ่มแห่งการเป็นกับตันทีมของคิง ปัจจุบันนี้ ในปี 2005 นั้น คิงเริ่มการเป็นกับตันทีม โดยการนำทีม คว้าแชมป์ พีทคัพ ที่เอาชนะ ลียงจาก ฝรั่งเศษไปได้ และความหวังของทีมก็สุงขึ้น และคิงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง และเขาก็ได้จับคู่กับ เซ็นเตอร์คนใหม่คือ ไมเคิล ดอสัน คิงเอง ได้แสดงความสามารถและความแข็งแกร่งของเขา ออกมาได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ เสียไปแค่ 38 ประตูในลีก และเขายังช่วยทำประตูได้สองลูก ในเกมเจอกับชาร์ตัน และ ปอทสมัทธและอีกครั้งในเกม ลอนดอน ดาร์บี้แมตกับอาเซน่อล
เมื่อมาถึงจุดนี้ คิงส์ ได้รับความคาดหมายว่าจะเป็นนักเตะสเปอร์สที่นำทีมเข้าไปเล่นแชมป์เปียนลีก ได้ แต่แล้ว ความฝันก็สลายเมื่อ เขาได้รับบาดเจ็บพลาดการลงสนามให้กับทีม 4 นัดสุดท้าย สเปอร์สเก็บได้แค่ 4 แต้มเท่านั้น และต้องแข่งกับ อาเซน่อลเพื่อแย่งชิงกันคว้าตั๋วใบสุดท้าย กับอาเซน่อล แต่โชคไม่เข้าข้างสเปอร์สหรือสวรรค์แกล้งไม่รู้ เมื่อนักเตะท้องเสียจากอาหารกันทั้งทีม ในนัดที่ต้องเจอกับเวสแฮม และสเปอร์สก็แพ้ไป ในขณะเดียวกัน อาเซน่อลก็ชนะ ทำให้สเปอร์สจบอันดับเพียงแค่ที่ 5 ได้ไปเล่นยูฟ่าคัพแทน แต่คิง ก็ได้กลายเป็น กับตันทีมที่ได้กับทีมสูงสุดในลีก ในรอบ 16 ปี

ฤดูกาล 2006-7 เป็นฤดูกาลที่ยากลำบากของคิงส์ เนื่องจากเขาได้รับบาดเจ็บ เรื้อรัง หลังจากที่เขาเจ็บเข่า ในการซ้อมก่อนเริ่มฤดูกาล คิง ไม่ได้เริ่มเล่นกับทีมจนกลางเดือน สิงหาคม เขาก็ได้รับบาดเจ็บข้อเท้าซวยซ้ำกรรมซ้อนไปอีก คิงพลาดการเล่นให้กับสเปอร์สใน เกม ยูฟ่าคัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เจอกับ เซบีย่า สเปอร์สนั้นต้องเล่นถึง 59 เกมส์ในทุกรายการ แต่คิงก็ไม่ย่อท้อ เขาเล่นฟิตเนท และดูแลตัวเองมาตลอดเพื่อให้ได้ลงเล่นกับทีมให้ได้ และในที่สุดคิงก็กลับมาช่วยทีมได้นัดแรกที่เจอกับเชลซี นัดนั้น อาเยน รอบเบนเป็นตัวชูโรง คิงก็หยุดการเคลื่อนไหวของ รอบเบนได้ดีจนสุดท้าย สเปอร์สสามารถเอาชนะเชลซีได้ 2-1 เป็นการชนะนัดแรกเหนือสิงบลูตั้งแต่ปี 1990 และเป็นครั้งแรกในไวท์ฮาร์ทเลน ตั้งแต่ปี 1987

คิงนั้นได้กลับมาเล่นเต็มที่กับเกมบอกซิ่งเดย์ ปี 2007-8 เล่นไป 73 นาที กับการเจอกับ ฟูแล่ม ก่อนที่เขาจะถูกเปลี่ยนออกโดย อัลเดล ทารับ และคิงก็ได้เล่นอีกนัด ในการเอาชนะ เรดดิง แบบสุดมัน 6-4 ตอนนั้นเดโฟ สามารถทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ และดูเหมือนว่า คิงจะสามารถหลีกหนีอาการบาดเจ็บของเขาได้แล้วด้วย แต่แล้วเขาก็กลับมาเจ็บซ้ำเจ็บซ้อน แต่ว่าในที่สุด นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2007-8 นัดชิงคาริงคัพ คิงส์ สามารถกลับมาลงสนามช่วยทีมได้ และจับคู่กับกองหลังใหม่อย่าง "โจนาธาน วูดเกดส์" และเขาก็รับถ้วยพร้อมรอบบี้ คีน ตอนนั้นเป็นแชมปฺ์แรกของชีวิตการค้าแข้งของคิงกับสเปอร์ส

ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ เลดลี่คิง ยังคงเป็นกับตันทีมคนแรกคนเดียว ของสเปอร์ส ตอนนี้ที่เหมาะสมที่สุดที่ไม่สามารถมีใครมาแย่งตำแหน่งนี้จากเขาไปได้ คิงเป็นนักเตะในเล้าไก่โดยแท้จริง และไม่แน่ว่าต่อไปเขาต้องเป็นตำนานของสเปอร์ส อาการบาดเจ็บของคิง อาจจะทำให้นักเตะผิวสี ที่แฟนบอลทุกคนอยากเห็นเขาลงสนามทุกครั้ง ต้องเลิกไปอาจเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เราชาวไก่เห็นก็คือ ความทุ่มเท ความรัก ความเป็นไก่ที่แท้จริง คนนี้ ที่นามว่า เลดลี่ คิง

ขอยกให้นายคือ "The King" ราชาแห่ง เดอะเลน ตัวจริง................